
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่จังหวัดตรัง นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองว่า ขณะนี้หลายๆพรรคการเมือง มีการเปิดตัวผู้สมัครเตรียมตัวลงเลือกตั้งนั้น ถ้าดูระยะเวลาที่จะหมดวาระของสภาชุดนี้เดือนมีนาคม 2566 คิดว่าหลังการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจจบลงไปแล้ว ก็น่าจะมีเวลาก่อนเดือนมีนาคมประมาณ 5-6 เดือน ซึ่งหลายพรรคมีการเตรียมการไปแล้ว ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ก็มีการเปิดตัวผู้สมัครในหลายพื้นที่ แต่เรื่องใหญ่สุดน่าจะเป็นยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการกำหนดทิศทางของพรรคที่จะเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งอย่างที่เป็นข่าวหลังจากจบอภิปรายไม่ไว้วางใจ หัวหน้าพรรคกับเลขาธิการพรรคได้คุยกับบรรดารัฐมนตรีของพรรค และรองหัวหน้าพรรคของแต่ละภาคเพื่อกำหนดแนวทางไว้คร่าวๆแล้ว ซึ่งจากนี้ไปในแต่ละภาคก็ต้องกำหนดทิศทาง และก็คงจะไม่เกินอีก 2-3 เดือนนี้ไป การกำหนดยุทธศาสตร์ทิศทางการเลือกตั้งของพรรคก็ต้องชัดเจนขึ้น
นายสาทิตย์ กล่าวว่า สำหรับในภาคใต้นั้น รองหัวหน้าพรรคภาคใต้กับ ส.ส.ใต้ปัจจุบันมีการพูดคุยกันหลายครั้งแล้ว เที่ยวนี้เราจะให้ความสำคัญ เพราะภาคใต้ถือเป็นพื้นที่หลักของพรรคประชาธิปัตย์ แม้เลือกตั้งรอบที่แล้ว เราจะมาเป็นที่หนึ่ง แต่จำนวนส.ส.เราก็ลดลง เพราะฉะนั้นเที่ยวนี้รองหัวหน้าพรรคได้กำหนดเป้าหมายไว้ที่ 35 ที่นั่ง ซึ่ง 35 ที่นั่งนั้นเป็นเป้าหมายหลัก เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งภาคใต้ต้องให้ความสำคัญจะมีอยู่ 3 เรื่อง คือ 1.เรื่องนโยบายเฉพาะภาค ซึ่งนโยบายเฉพาะภาคตนเองก็รับผิดชอบในส่วนนั้น ซึ่งในขณะนี้เร่งทำและได้พูดคุยกับทางฝั่งของวิชาการ เพื่อที่จะให้มีนโยบายการพัฒนาเฉพาะภาคใต้ที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของที่ดินทำกิน เรื่องของสินค้าเกษตร เรื่องของการพัฒนาพื้นที่ขนาดใหญ่ ซึ่งก็จะมีงานประกาศตัวโชว์นโยบายเฉพาะภาคใต้ออกมาอีกครั้งหนึ่ง อันดับที่ 2 คือ ตัวผู้สมัคร ซึ่งอันนี้ยังเห็นว่า มีปัญหาอยู่หลายที่ก็ต้องเร่งในการที่จะทำความเข้าใจและในการจัดวางตัวผู้สมัคร
“ตรงไหนที่มีปัญหาก็ต้องเคลียร์ปัญหาให้จบโดยเร็ว ซึ่งก็เป็นธรรมดาของพรรคการเมืองระดับใหญ่ที่มีจำนวนผู้สมัครมากกว่า 1 คนในแต่ละที่ ซึ่งในพื้นที่จังหวัดตรังยังมีปัญหาอยู่ในเขตพื้นที่เลือกตั้งที่ 4 ก็ต้องเคลียร์ปัญหาต่อไปให้จบ ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะจบภายในเดือนสิงหาคมนี้” นายสาทิตย์ กล่าว
นายสาทิตย์ กล่าวว่า อันดับที่ 3 คือ เรื่องของการขับเคลื่อนพรรคประชาธิปัตย์ภาคใต้ ถือเป็นจุดแข็งสุดของพรรค เมื่อก่อนเรามีส.ส.ของพรรค มีแกนนำของพรรคภาคใต้จำนวนมาก เราสามารถรวมกลุ่มที่จะไปจัดกิจกรรมในแต่ละพื้นที่ได้ แสดงให้เห็นถึงความจริงจังกับพลังของพรรคประชาธิปัตย์และความผูกพันของคนภาคใต้ ซึ่งเที่ยวนี้เราตั้งใจที่จะทำเช่นนั้นอีก อย่างไรก็ตาม ใน 3 เรื่องนี้ ยอมรับว่า การเลือกตั้งครั้งต่อไปไม่ง่าย มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองค่อนข้างมาก และกระแสของพรรคเองก็ไม่ได้ดีเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็จะต้องพยายามทำนโยบายให้โดนใจประชาชนมากที่สุด ตัวผู้สมัครต้องมีการกำหนดแนวทางในการเข้าถึงประชาชน ทำงานหนักให้มากที่สุดให้ประชาชนเห็น และการรวมกลุ่มทำกิจกรรมในเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์ภาคใต้ต้องเด่นชัด และ ชัดเจน ให้เห็นว่า นี่คือพื้นที่เป้าหมายหลัก ซึ่งเรามีความเข้าใจในพื้นที่ดีกว่าพรรคไหนๆ
“ซึ่งก่อนจะมีการเลือกตั้งจะมีการไหลเข้าไหลออกของพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนตัวมองว่ายังมีอีก และจะเป็นเหมือนกันทุกพรรค เพราะการเมืองเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก และด้วยกติกาของการเลือกตั้งที่เปลี่ยนด้วย ก็ทำให้หลายคนคิดว่า พรรคนี้ไม่ปลอดภัย อยากจะย้ายพรรค เป็นต้น พรรคประชาธิปัตย์ก็มี ต้องยอมรับว่ายังมี แต่เท่าที่มีการพูดคุยอย่างในภาคใต้ก็คงจะมี แต่น้อยมากๆ ซึ่งส่วนใหญ่ยึดมั่นที่จะอยู่พรรคประชาธิปัตย์อย่างตนเองก็ชัดเจนว่ายังอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์”
นายสาทิตย์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องสูตรคำนวณบัญชีรายชื่อ หาร 100 สูตรหาร 500 นั้น ตนมองว่า ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งยังไม่จบ เรื่องรัฐธรรมนูญจบแล้ว แต่กฎหมายประกอบยังไม่จบ กฎหมายประกอบว่าด้วยการเลือกตั้งยังค้างอยู่ที่รัฐสภา แต่มาตราสำคัญ คือมาตรา 23 โหวตไปแล้ว เสียงส่วนใหญ่ให้หาร 500 ซึ่งสัปดาห์ที่แล้วมีปัญหาว่า เมื่อหาร 500 ไปแล้ว กรรมาธิการไม่ยอมแก้กฎหมายส่วนที่เหลือให้สอดรับกับหาร 500 ซึ่งกรรมาธิการเห็นว่า ยังควรจะคงหาร 100 ซึ่งตนเป็นคนเตือนว่า ทำไม่ได้ เพราะกรรมาธิการจะใช้เสียงของตัวเองไปยันกับเสียงข้างมากในรัฐสภาไม่ได้ ก็ต้องแก้ไขไปก่อน เพราะฉะนั้นในสัปดาห์นี้กรรมาธิการต้องเสนอร่างส่วนที่เหลือเข้ามาในรัฐสภา ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้หาร 500 ก่อน
นายสาทิตย์ กล่าวว่า แต่เมื่อจบไปแล้วรัฐสภาให้ความเห็นชอบไปแล้ว ขั้นตอนต่อไปภายใน 30 วัน กกต. ต้องให้ความคิดเห็นกลับมายังรัฐสภา ซึ่งก็เดาว่า กกต.คงไม่เห็นด้วย พอ กกต.ไม่เห็นด้วยก็จะแสดงความคิดเห็นมายังรัฐสภา ก็จะอยู่ที่รัฐสภาว่า โหวดเห็นด้วยหรือไม่ ถ้ายืนยันก็เสนอประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป แต่ก่อนจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็จะมีช่องทางหนึ่งที่จะมีบางพรรคบางฝ่ายไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ ในความคิดเห็นของตน ตนสนับสนุนหาร 500 มาแต่ไหนแต่ไร เพราะตนเห็นว่า การเลือกตั้งแบบคู่ขนานแบบเดิมที่เคยใช้ก่อนปี 2562 มันเกิดการลักลั่นกับจำนวนสัดส่วนที่ควรได้ เพราะฉะนั้นการหาร 500 น่าจะเป็นธรรมมากกว่า แต่ถ้าเรื่องนี้ไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องดูกันต่อ แต่ส่วนตัวไม่ได้กังวล เพราะลงเขต ไม่ว่าจะหาร 100 หรือ หาร 500 ตนก็ยังลงเขตเลือกตั้งเช่นเดิม
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่






