(6 ต.ค. 64) หญิงอายุ 20 ปี ชาว ม.1 ต.นาโต๊ะหมิง อ.เมือง จ.ตรัง ได้เข้าร้องเรียนกับผู้สื่อข่าวเพื่อขอความเป็นธรรม กรณีที่ผู้เป็นพ่ออายุ อายุ 55 ปี โดนรถกระบะชนเสียชีวิตที่บริเวณถนนตรัง-สิเกา ในพื้นที่ ต.นาเมืองเพชร อ.สิเกา จ.ตรัง แต่คดีไม่มีความคืบหน้า ตำรวจยังไม่สามารถจับกุมตัวคนขับรถยนต์ที่กระทำความผิดได้ ซึ่งขณะนี้ทางครอบครัวและญาติๆ ได้นำศพมาตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดเชี่ยวชาญกิจ ม.7 ต.หนองตรุด อ.เมือง จ.ตรัง และจะฌาปนกิจศพในวันพรุ่งนี้ (7 ตุลาคม)
ลูกสาวของผู้เสียชีวิต เล่าว่า เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2564 ตนเองได้รับโทรศัพท์จากญาติๆ ว่า พ่อของตนถูกรถชนบาดเจ็บ จึงรีบเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ ซึ่งขณะนั้นรถยนต์คันที่ชนได้ขับรถหลบหนีไปแล้วทาง อ.สิเกา โดยมีพลเมืองดีไล่ตามไปทันแค่บริเวณน้ำตกอ่างทอง ต.ไม้ฝาด อ.สิเกา ก่อนที่จะหนีหาย ทราบเพียงว่ารถที่ชนเป็นแค่กระบะแต่งซิ่ง สีขาว แต่ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ขณะที่พ่อของตนได้เสียชีวิตลงในเวลาต่อมา ในสภาพถูกชนเข้าที่บริเวณด้านซ้าย ทำให้ร่างกายถูกกระแทกอย่างแรง จนกระดูกขาหักไปครึ่งซีก ซี่โครงหัก และเสียตาไปหนึ่งข้าง
ทั้งนี้ เหตุเกิดขณะที่พ่อของตนคือกำลังขี่รถ จยย. มาจากบ้านเพื่อน เพื่อที่จะกลับเข้าบ้าน แต่เมื่อออกจากบ้านเพื่อนมาได้ 1 กิโลเมตร มาบนถนนตรัง-สิเกา ปรากฏว่า หมวกที่ใส่ได้ปลิว จึงจอดรถ จยย.ข้างทาง แล้วลงไปเก็บหมวกที่ตกบนถนน เป็นจังหวะที่มีรถกระบะคันหนึ่งขับมาด้วยความเร็วก่อนที่จะพุ่งชนร่างของพ่อเต็มๆ แล้วขับหลบหนีไป โดยมีหลักฐานแค่ภาพจากกล้องวงจรปิด แต่ไม่ชัดเจนมากพอที่จะมองเห็นหมายเลขทะเบียน ขณะที่คดีก็ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เลย ทำให้ตนเองรู้สึกเสียใจอย่างมาก ตอนนี้ชีวิตไม่เหลือใคร เพราะแม่ของตนก็เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้แล้วด้วย
หลักฐานที่มีในตอนนี้มีแค่ภาพจากกล้องวงจรปิดตัวเดียว ที่บริเวณสามแยกต้นชด ต.นาเมืองเพชร อ.สิเกา จ.ตรัง เท่านั้น ส่วนกล้องตัวอื่น ๆ เจ้าของต่างบอกว่าเสียบ้าง ใช้ไม่ได้บ้าง แม้กระทั่งกล้องที่บริเวณจุดเกิดเหตุซึ่งเห็นทุกอย่างชัดเจน และจะช่วยคลี่คลายคดีนี้ได้ แต่ตอนแรกเจ้าของบอกว่าวันนั้นได้มีการถอดปลั๊กออกทำให้ไม่ได้บันทึกภาพไว้ และเมื่อไปสอบถามขอดูกล้องอีกหลายครั้งก็แจ้งมาว่ากล้องเสียไปแล้ว ทำให้จนปัญญาที่จะหาตัวคนผิด ซึ่งเรื่องแบบนี้เข้าใจดีว่า ไม่ว่าใครก็คงไม่อยากเกิดขึ้น ขอเพียงแค่คนที่ชนพ่อออกมายอมรับผิดแล้วขอขมา เพราะอยากให้พ่อตายตาหลับ ไม่ใช่ชนแล้วหนีแบบนี้ คดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจการสอบสวน สภ.สิเกา จ.ตรัง
ลูกสาวเล่าอีกว่า ที่ผ่านมาตอนพ่อมีชีวิตอยู่ พ่อเป็นคนร่าเริง นิสัยดี น่ารัก ขยัน มีน้ำใจ เป็นที่รักของครอบครัวและเพื่อนบ้าน รวมทั้งยังเป็นเสาหลักในการเลี้ยงดูปู่กับย่า พอปู่กับย่ารู้ว่าพ่อไม่อยู่แล้ว ปู่กับย่าก็เศร้าและเสียใจมาก และตนเองคงต้องรับภาระมาเลี้ยงดูแทน ซึ่งยอมรับว่าคงต้องลำบากมาก ๆ จึงอยากวอนขอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือและติดตามคนที่ชนแล้วหลบหนี เพราะไม่อยากให้พ่อต้องตายไปแบบนี้ หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมไม่อยากให้เรื่องเงียบไป ซึ่งล่าสุดได้แจ้งความที่ สภ.สิเกา ไว้แล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างใด ขออย่าให้พ่อตนเองต้องนอนตายเหมือนหมาข้างถนน